[SF] Without A Trace [WonHae - HanChul] III (END)

posted on 11 Nov 2011 12:46 by chaostrois  in Fiction
 
 

Title : Without A Trace

Chapter III : Without you

 

 

 

 

คุณรู้จักรักแรกพบหรือเปล่า?......

 

 

นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำลังพบเจออยู่ตอนนี้.....

นาทีแรกที่ผมเห็นเขา เหมือนหัวใจจะหลุดลอยไปอยู่ข้างๆเขาตลอดเวลา

แล้วผมก็รู้ว่า เขาเองก็ไม่ต่างอะไรไปจากผม.....

แต่น่าเสียดายที่ความรักมันมาเร็วและไปเร็วราวกับความฝันที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

คุณรู้หรือเปล่าว่ารักครั้งแรกและครั้งสุดท้ายต่างกันที่ตรงไหน?

 

 

รักครั้งแรกทำให้เราสุขใจ แต่รักครั้งสุดท้ายทำให้เรามั่นใจ

สำหรับผมรักครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเป็นความรักอย่างเดียวกัน

และบทสรุปของมันคือ ‘การลาจาก’

 

 

 

.

 

 

 

บางที.....การปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนี้ อาจจะดีกว่าการหาทางออกให้สำหรับทั้งผมและเขา

เพราะบนเส้นทางที่ไม่มีทางออก นั่นคือ ‘ที่ของเรา’ ในตอนนี้

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

ผู้คนในสนามบินดูบางตาจากวันก่อนที่ฮีชอลเพิ่งมาถึงที่นี่พอสมควร

ตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับเกาหลีถูกเจ้าตัวกำแน่นทั้งๆที่ยังไม่ทันได้ใช้งาน

 

 

ถ้าเป็นไปได้ เขาก็พร้อมที่จะขยำแล้วขว้างมันทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น

แต่ชายหนุ่มที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าก็ทำให้เขากระทำอย่างที่คิดไว้ไม่ลง

 

 

“เดินทางปลอดภัยนะ”

 

 

ฮันกยองกล่าวอวยพร ก่อนจะรั้งใครอีกคนเข้ามากอด

 

 

นาทีนี้เขายังคงเรียกฮีชอลว่าเป็นคนรักของตนได้.....

แต่ในอนาคต.....ก็ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร  

 

 

เมื่อถึงเวลานั้น ‘ที่ของเรา’ ในตอนนี้.....

อาจจะไม่มีวันกลายเป็นที่ๆมีแค่เราสองคนอยู่ด้วยกันก็ได้

 

 

ฮีชอลหยุดร้องไห้ไปตั้งแต่เมื่อวาน เขาไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเสียใจอีก

เพราะเส้นทางที่เลือกในวันนี้ แม้จะเรียกได้ว่าจำใจก็ตาม แต่ก็เหมือนจะไม่ต่างอะไรกับฮันกยองสักนิด

 

 

“ติดต่อมาหาฉันบ้าง อย่าหายไปเงียบๆแบบนี้อีก”

 

 

ดวงตากลมโตมองหน้าฮันกยองอย่างตัดพ้อเมื่อเอ่ยถึงระยะเวลาที่ผ่านมา

 

 

ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน รับผิดแต่โดยดี.....แต่ให้ทำอย่างไรได้.....

ตอนนั้นพวกเขาจากกันด้วยไม่ดี เขาก็ไม่รู้ว่าฮีชอลจะโกรธจนไม่อย่างยุ่งเกี่ยวด้วยอีกหรือเปล่า

 

 

“ฉันสัญญา ว่าจะติดต่อกลับไป”

 

 

“แต่งงานเมื่อไหร่ก็บอกกันด้วยนะ”

 

 

“อืม”

 

 

ฮันกยองตอบปนขัน.....ดูเหมือนฮีชอลจะพูดเล่นได้เป็นปกติแล้ว

รอยยิ้มสดใส  หากแต่ดวงตาที่กำลังมองเขาอยู่กลับเศร้าจนน่าอึดอัดใจ

ฮันกยองรู้ว่าฮีชอลต้องอดทนมากเท่าไหร่สำหรับเรื่องคราวนี้

 

 

ประกาศเรียกผู้โดยสารรอบสุดท้ายของเที่ยวบินที่ฮีชอลจะต้องไปร้องเตือนอีกครั้ง.....

เวลาของเขากับคนรักกำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้า

 

 

บทสรุปของการจากลาสำหรับเราสองคน มีเพียงรอยยิ้ม จูบครั้งสุดท้าย คำบอกรัก

และน้ำตาที่ไหลลงมาเมื่อมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะไม่มีทางได้เห็นมัน.....

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

“เป็นไง ไปเที่ยวมาวันแรก สนุกไหม?”

 

 

คุณท่านที่เดินออกมาจากห้องนั่งเล่น เตรียมตัวไปยังห้องอาหารเพื่อทานมื้อเย็นทักขึ้น เมื่อเห็นหลานชายกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับกล้องถ่ายรูปตัวโปรด

 

 

“ก็ดีครับ ผมไม่ได้มาตั้งนาน ที่นี่ดูเปลี่ยนไปเยอะ”

 

 

“ทำไมไม่ชวนอินฮยองมาเที่ยวด้วยล่ะ เพิ่งแต่งงานกัน แยกกันอยู่ตั้งแต่อาทิตย์สองอาทิตย์แรกแบบนี้จะดีหรือ?”

 

 

ชื่อเสียงเรียงนามที่ชายสูงวัยพาดพิง ทำเอารอยยิ้มของชายหนุ่มหายไปในพริบตา

การกล่าวถึงผู้หญิงคนนั้น ซ้ำยังย้ำเตือนว่าเธออยู่ในฐานะใด เขาก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยหน่าย

 

 

เพราะนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชีวอนต้องวางแผนมาเที่ยวที่จีนกะทันหัน

การถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักทันทีที่เรียนจบ.....ใครว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีอยู่บนโลก

 

 

ชีวิตทั้งชีวิตผูกติดอยู่กับคำว่าหน้าที่และความรับผิดชอบมาตั้งแต่เกิด ชีวอนจึงปฏิเสธพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่ได้

ในเมื่อเลือกที่จะทำเพื่อครอบครัว แล้วเขาจะทำอะไรได้อีก นอกจากอดทนมันต่อไปจนกว่าจะทนไม่ได้หรือไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้าง

 

 

“ผมว่า เป็นอย่างนี้ ก็ดีแล้วล่ะครับ”

 

 

คำพูดที่เคยสุภาพอ่อนโยนกลับแข็งกระด้าง

โดยเฉพาะกับญาติผู้ใหญ่ ชีวอนไม่ได้แสดงกิริยาแบบนี้ออกมาให้เห็นบ่อยๆ

 

 

คุณท่านของบ้านหรือจะไม่เข้าใจ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากเตรียมสถานที่ให้พร้อมสำหรับหลานชายผู้น่าสงสาร ตามประสาญาติห่างๆที่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางนู้นมากนัก

 

 

“คะ.....คือ......ขอโทษนะครับ โต๊ะตั้งเสร็จแล้ว.....”

 

 

เด็กหนุ่มที่ตั้งใจจะเดินมาตามเจ้านายของตนหยุดชะงักใกล้ประตูห้องนั่งเล่น

ชายหนุ่มสองวัยที่ยืนสนทนากันอยู่มองไปยังเขาเป็นตาเดียว

แต่คนที่ดูจะตกใจมากที่สุดก็คงจะเป็นเจ้านายสายตรงของทงเฮ

ตาคมหรุบลงมองพื้นหลบดวงตาที่เคยสดใสของคนตรงหน้า

 

 

ทงเฮเดินจากไปในเส้นทางเดิม.....

เสียงชักชวนทานอาหารของคุณท่านก็ดังตามขึ้นมาติดๆ

ทว่ามันไม่ได้ผ่านสมองของชีวอนเลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มเอาแต่มองแผ่นหลังที่ไกลสายตาออกไปอย่างร้อนใจ

 

 

ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ ทงเฮจะได้ยินอะไรบ้าง......

 

 

 

.

 

 

 

หน้าจอคอมพิวเตอร์ของชีวอนยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว

ด้านหลังซีพียูมีสายต่อข้อมูลจากกล้องถ่ายรูปของเขา

 

 

ภาพวิวโทนขาวดำแบบคลาสสิกถูกเลื่อนผ่านเลยไปรูปแล้วรูปเล่า

แสงสีของมันเป็นไปตามที่ชายหนุ่มเจ้าของกล้องเป็นคนจัดจนออกมาถูกใจ

รูปทิวทัศน์เริ่มหมดลง และกว่าร้อยรูปที่เหลือของชีวอนกลับกลายเป็นรูปของคนที่พาไปด้วยกัน

 

 

หลังอาหารมื้อเย็นเป็นต้นมา เขายังไม่เห็นหน้าคนที่ยืนยิ้มอยู่ในรูปแม้แต่เงา

 

 

ชายหนุ่มถอนหายใจ.....

เขาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง แค่ไม่ได้บอก เพราะคิดว่าคุณลุงคงจะพูดไปแล้ว

และเขาก็ไม่อยากถูกตอกย้ำถึงเรื่องชีวิตคู่ที่ไม่ต้องการสักเท่าไหร่

 

 

หากแต่สีหน้าตกใจ และอาการที่แปลกไปจากการร่วมโต๊ะอาหารที่ผ่านมา

ก็ทำให้ชีวอนพอเดาออกว่าทงเฮคงจะได้ยินเรื่องนี้เข้าไปเต็มๆ

 

 

บางเรื่อง.....คำว่า ‘สายเกินไป’ อาจจะเหมาะจนไม่รู้จะหาคำไหนมาทดแทน

และรูปที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ช่วยอธิบายคำคำนี้ได้ชัดเจนยิ่งกว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

 

 

รอยยิ้มที่จำต้องปล่อยให้หลุดลอยราวกับขนนกที่ปลิวไปตามลมบนยอดตึกแห่งนั้น.....

 

 

ไฟล์ภาพทั้งหมดที่ถ่ายในวันนี้ถูกดึงจากกล้องมาไว้ในคอมและไรท์ลงแผ่นซีดี

 

 

เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้น.....

จะเป็นใครนั้นเขาก็ไม่อาจทราบ จึงจำต้องย่อหน้าจอที่กำลังเปิดค้างกลับลงเป็นหน้าเดสท็อปธรรมดา

ประตูไม้ถูกแง้มเปิดด้วยฝีมือของชายหนุ่มเจ้าของห้อง และพอเห็นว่าเป็นใครก็ไม่รอช้าที่จะหลีกทางให้อีกคนได้เข้ามาข้างใน

 

 

“ผมเอานมอุ่นๆมาให้ตามที่คุณชายสั่งครับ”

 

 

ทงเฮวางแก้วลงบนโต๊ะข้างๆคอมพิวเตอร์ที่กำลังเปิดใช้งาน

ร่างเล็กบางก้มหน้าเดินผ่านชายหนุ่มตัวสูงหลังจากหมดหน้าที่ของตน

 

 

“ถ้าฉันไม่สั่งนายจะไม่ทำหรือไง?”

 

 

สาบานได้ว่าชีวอนไม่ได้ชวนทะเลาะ แต่เขาไม่ชอบใจกับท้ายประโยคที่ทงเฮพูดออกมาเท่าไหร่

เขาเชื่อว่าคุณลุงได้บอกรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันอย่างคร่าวๆให้ทงเฮทราบมาบ้าง

และเมื่อวานเจ้าตัวก็เป็นคนบอกเขาถึงเรื่องนี้ นมอุ่นๆมื้อดึกจึงมาอยู่บนห้องของเขาได้ทุกคืนอย่างไม่มีบกพร่อง

 

 

หลังทานข้าวเขาก็แค่ย้ำให้ทงเฮไม่ลืมเรื่องนี้ตามปกติ แล้วทำไมถึงตีความเป็นคำสั่งของเขาไปได้ ทั้งๆที่วันสองวันก่อนทงเฮยังไม่เคยพูดจาอะไรที่ก้ำกึ่งระหว่างคำพูดธรรมดาและการประชดประชันเลยสักคำ

 

 

ฝีเท้าที่ก้าวจนจะถึงประตูหยุดชะงักตามคำถามของเจ้านาย

มือบางกำแน่นเข้าหากัน ก่อนจะหันกลับมาตอบเพราะกลัวจะถูกว่าว่าเสียมารยาท

 

 

“ครับ”

 

 

รับคำง่ายๆอาจจะเป็นเรื่องปกติสำหรับทงเฮ.....

แต่ท่าทางแข็งกระด้างและแววตาเฉยชาที่มองมายังคุณชายของบ้านแบบนี้ชีวอนไม่ชิน

 

 

บางอย่าง พยายามเท่าไหร่ก็ปิดไม่มิด.....

และสิ่งที่ทงเฮคิดก็ปิดไม่ได้เช่นกัน ยิ่งกับคนที่มองเขาตลอดเวลาด้วยแล้ว

การเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ชีวอนจะรับรู้

 

 

ชายหนุ่มก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับคนที่กำลังจะเดินออกไปจากห้อง

ร่างสูงจ้องมองใบหน้าที่มองกลับมายังเขาไม่วางตา แต่แล้วทงเฮก็เป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน

 

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับ”

 

 

ชีวอนรั้งเจ้าของคำพูดที่หมุนตัวหันกลับไปอีกทางให้หยุดอยู่กับที่

 

 

“ขอกอดได้ไหม?”

 

 

“ถือเป็นคำสั่งหรือเปล่าครับ? ถ้าอย่างนั้นผมว่ามันจะมากไปหน่อยนะ”

 

 

“ถ้ามันเป็นคำขอร้องล่ะ จะให้ฉันได้หรือเปล่า?”

 

 

นาทีที่ตาอ่อนแสงของคนตัวโตมองมาที่เขา ทงเฮก็รู้ได้ทันทีว่าการคิดเข้าข้างตัวเองของตนไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงสักนิด เขายืนเฉย เพื่อรอให้อีกคนทำตามที่ขออย่างไม่น่าให้อภัย

 

 

เขาแต่งงานไปแล้วนะ.....

 

 

คำนี้ดังวนเวียนอยู่ในหัวของทงเฮซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กี่ครั้ง ตั้งแต่ที่รู้ความจริง ต้องมานั่งย้ำเตือนตัวเองว่าไม่ควรปล่อยใจ.....

และแม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่สามารถเป็นของเขาได้ก็ยังจะเลือกให้เป็นแบบนี้

อยากจะร้องห้ามออกมาเสียงดัง แต่อ้อมกอดที่รัดแน่นจนอุ่นไปหมดทั้งใจก็ทำให้ทงเฮปฏิเสธไม่ลง

 

 

“ผมง่วงนอนแล้วครับ”

 

 

ใบหน้าคมหยุดชะงักก่อนที่พวกเขาจะใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้

 ลมอุ่นๆจากริมฝีปากบางที่ชีวอนกำลังจ้องมองอยู่ห่างกันไม่ถึงครึ่งคืบลอยปะทะหน้าของเขาเสียก่อน

ชายหนุ่มจำใจปล่อยให้อีกคนหลุดจากอ้อมกอดแล้วเดินจากไป โดยที่ตัวเขาทำได้แค่มองจนลับสายตา

 

 

คำพูดนั่น ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าทงเฮแค่ย้ำเตือนทางอ้อม.....

หากคนตัวเล็กนั่นพูดตรงๆได้ คงจะบอกให้เขาหยุดพร้อมกับเหตุผลที่แท้จริงอย่างไม่เกรงใจเขาและทำร้ายตัวเอง

 

 

หรือเขาควรจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น.....

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

เข้าวันที่สองที่ฮันกยองไปส่งฮีชอลกลับเกาหลีที่สนามบิน

ชายหนุ่มยังดำเนินชีวิตตามปกติ แม้ใจของเขาจะยังไม่เลิกคิดถึงใครอีกคนก็ตาม

 

 

ฮันกยองวิ่งวุ่นเป็นสองเท่าเพราะตอนนี้เหลือคนช่วยงานพ่อกับแม่ที่ร้านแค่เขาคนเดียว

ลูกค้าที่เข้ามาเต็มร้านแทบทุกวันอาจจะทำให้เขาหยุดฟุ้งซ่านลงไปได้บ้าง

 

 

หากแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดบางอย่างก็ทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดยืนอยู่กับที่

ทั้งๆมือสองข้างยังเต็มไปด้วยชามบะหมี่และจานอาหารอย่างน่าประหลาดใจ

 

 

ร่างเล็กบางของญาติผู้น้องยิ้มร่าวิ่งตรงมายังเขา ก่อนจะแย่งจานชามในมือไปเสิร์ฟแทนเสียหมด.....

 

 

ช่วงบ่ายที่ลูกค้าบางตาลง ฮันกยองจึงสบโอกาสกวักมือเรียกน้องชายที่ขยันวิ่งเก็บจานตามโต๊ะต่างๆเข้าไปไว้ในครัวจนผิดสังเกต

 

 

“มีอะไร?”

 

 

ถ้อยคำห้วนๆอย่างที่เด็กหนุ่มชอบใช้มักจะมาพร้อมกับยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ

ใบหน้าเหนื่อยล้าของทงเฮกลบความเศร้าสร้อยที่ไม่มีวันจางหายได้เกือบหมด

แต่สุดท้ายมันก็ไม่สามารถหลอกสายตาของฮันกยองได้

 

 

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนบอกว่าจะกลับสิ้นเดือนนี้ไง”

 

 

“พอดีคุณชายเขารีบกลับเกาหลีน่ะ ไปส่งมาเมื่อเช้ามืด ก็เลยเลยกลับบ้านมาเลย”

 

 

“อย่างนั้นหรือ?”

 

 

“อือ”

 

 

ฮันกยองหรี่ตามองทงเฮที่เริ่มสีหน้ามีไม่ดีหลังจากที่ตอบคำถามของเขา

และสิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็เห็นจะเป็นข้อมือบาง....ไร้เงาของสร้อยสีเงินเส้นสำคัญของทงเฮโดยสิ้นเชิง

 

 

“สร้อยที่แม่เราให้มาหายไปไหนซะล่ะ”

 

 

“เผลอทำหล่นน่ะ”

 

 

“จริงหรือ?”

 

 

“ก็จริงน่ะสิ นี่ของสำคัญของฉันเลยนะ ฉันจะไปตั้งใจถอดทิ้งไว้ที่ไหนได้ล่ะ”

 

 

“ก็ว่างั้นล่ะ”

 

 

“แล้วทำไมต้องทำหน้าเหมือนไม่เชื่อด้วย”

 

 

“ฉันพูดอะไรแล้วหรือยังล่ะ ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่เชื่อ”

 

 

“ก็ดีแล้ว”

 

 

ทงเฮเดินผ่านหน้าเขา แล้ววิ่งขึ้นบันไดเข้าไปในห้อง

ฮันกยองไม่กล้ารั้งเอาไว้ เพราะเมื่อครู่ที่ยืนคุยกัน เขาไม่ได้ตาฝาดว่า ตากลมโตของน้องชายมีน้ำใสๆคลอบางๆ

 

 

บางที ทงเฮอาจจะมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ยังไม่อยากพูดถึงก็ได้.....

 

 

ทันทีที่ประตูห้องนอนปิดลง น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้

เสียงสะอื้นดังพอให้เจ้าตัวได้ยินเพียงลำพัง ขณะดวงตาที่ถูกม่านน้ำใสบดบังนั้นกำลังจดจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีรูปของคนสองคนเปิดค้างไว้ตั้งแต่เมื่อตอนเช้ามืด.....

รอยยิ้มที่ฉายชัดอยู่ในนั้น หากใครได้มองก็คงจะรู้ว่าคนในภาพมีความสุขมากแค่ไหน

 

 

รูปที่ถ่ายกันเมื่อวานน่ะ เผื่อนายด้วยแผ่นนึง.....ขอบคุณมากสำหรับสองสามวันที่ผ่านมา.....ถึงบ้านแล้วค่อยแกะแผ่นออกดูนะ ฉันกลัวมันเป็นรอยน่ะ

 

รูปจากแผ่นซีดีที่เขียนไว้อยู่ข้างหน้าว่า ‘ความรัก’

นั่นคงจะเป็นเหตุผลจริงที่ชีวอนบอกให้เขาเปิดมันออกตอนที่ชายหนุ่มจากไปในอีกที่แล้ว

 

 

ขอบคุณที่คุณเรียกการเจอกันของเราว่า.....ความรัก.....

และขอบคุณที่คุณไปจากผมเสียก่อนที่ผมจะรักคุณไปมากกว่านี้จริงๆ

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

ของนี่ผมให้คุณชาย.....เป็นเครื่องรางน่ะครับ......อยู่บนเครื่อง เครื่องขึ้นแล้วค่อยแกะดู ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ขลัง.....เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับคุณชาย

 

 

กล่องกระดาษง่ายๆขนาดพอดีมือถูกเปิดตั้งแต่เครื่องบินลำนี้ยกขึ้นจากรันเวย์ลอยสู่ท้องฟ้า

ของด้านในทำให้ชีวอนต้องยิ้มออกมา และร้องไห้ไปในเวลาเดียวกัน.....

 

 

มันเป็นสร้อยข้อมือที่เคยติดตัวใครอีกคน สร้อยเส้นที่เขาเคยชมว่าเหมาะสมกับคนที่เป็นเจ้าของ

 

 

ขอบคุณที่ให้หัวใจกับฉัน.....ขอบคุณที่เรารักกัน.....

และขอบคุณที่ปล่อยให้ฉันเดินจากมาโดยไม่รั้งไว้สักคำ.....

ก่อนที่ฉันจะไม่สามารถจากนายไปไหนได้อีกตลอดชีวิต

 

 

 

 

END.